วิธีดูแลลูกมือเท้าปากที่บ้าน — คู่มือสำหรับพ่อแม่ตั้งแต่วันแรกถึงวันที่ลูกหาย

ตอนที่หมอบอกว่า “ลูกเป็นมือเท้าปาก กลับไปดูแลที่บ้านได้” พ่อแม่หลายคนเดินออกจากห้องตรวจด้วยความรู้สึกผสมระหว่าง โล่งใจที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล กับ งงว่าจะเริ่มดูแลยังไง

มือเท้าปากเป็นโรคที่ส่วนใหญ่หายเองได้ใน 7-10 วัน แต่ “ดูแลที่บ้าน” ไม่ได้แปลว่าปล่อยให้ลูกหายเอง — มันแปลว่าพ่อแม่ต้องเป็นคนเฝ้าอาการ บรรเทาความเจ็บ ป้องกันภาวะขาดน้ำ และรู้ว่าจังหวะไหนต้องกลับไปหาหมออีกครั้ง

หน้านี้คือคู่มือดูแลลูกมือเท้าปากที่บ้านแบบครบทุกด้าน เขียนจากมุมมองของพ่อแม่ที่ต้องดูแลลูก 24 ชั่วโมง ไม่ใช่จากมุมมองของห้องตรวจที่เห็นลูกแค่ 10 นาที

อ่าน 12-15 นาที อัปเดตพฤษภาคม 2569 สำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล
แม่ชาวไทยกำลังโอบกอดลูกวัยเตาะแตะที่นอนพักบนโซฟาในบ้าน บรรยากาศอบอุ่น
การดูแลลูกมือเท้าปากที่บ้านเริ่มจากการที่พ่อแม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น

ก่อนเริ่มดูแล — เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับลูก

มือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ที่พบบ่อยที่สุดคือ Coxsackievirus A16 และ Enterovirus 71 (EV71) ไวรัสจะทำให้เกิดแผลในปาก ผื่น และไข้ใน 3-5 วันแรก แล้วค่อย ๆ ทุเลาลงเอง

สิ่งที่พ่อแม่ต้องเข้าใจตั้งแต่แรกมี 3 จุด

1. ไม่มียาฆ่าไวรัสตัวนี้โดยเฉพาะ

การดูแลที่บ้านจึงเป็น “การประคับประคองอาการ” ไม่ใช่ “การรักษาที่ต้นเหตุ” หน้าที่ของพ่อแม่คือทำให้ลูกสบายตัวขึ้น กินดื่มได้พอ พักผ่อนได้ และรอให้ร่างกายของลูกจัดการไวรัสด้วยตัวเอง

2. ความเจ็บจากแผลในปากคือปัญหาใหญ่ที่สุด

เด็กเล็กอธิบายไม่ถูกว่าเจ็บตรงไหน รู้แค่ว่า “ไม่กิน” “ไม่ดื่ม” “ร้องไห้” สิ่งนี้นำไปสู่ปัญหารองคือ ภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นเหตุผลอันดับหนึ่งที่เด็กมือเท้าปากต้องกลับเข้าโรงพยาบาล

3. โรคนี้แพร่ง่ายมาก

ไวรัสอยู่ในน้ำลาย น้ำมูก ผื่น และอุจจาระของลูก พ่อแม่ พี่น้อง คนในบ้านมีโอกาสติดได้ การดูแลจึงไม่ใช่แค่ดูแลคนป่วย แต่ต้องดูแล “บ้านทั้งบ้าน” ด้วย

เมื่อพ่อแม่เข้าใจ 3 จุดนี้แล้ว การดูแลที่บ้านจะเริ่มมีโครงสร้าง ไม่ใช่ทำตามสัญชาตญาณวันต่อวัน

หากยังไม่แน่ใจว่าลูกเป็นมือเท้าปากจริงไหม หรืออยากเข้าใจโรคให้ลึกขึ้นก่อน อ่าน ภาพรวมโรคมือเท้าปากแบบเข้าใจง่าย

ภาพประกอบเชิงการศึกษาแบบเรียบง่าย แสดงเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus ที่ทำให้เกิดมือเท้าปาก
มือเท้าปากเกิดจากไวรัสในกลุ่ม Enterovirus ที่พบบ่อยคือ Coxsackievirus A16 และ EV71

6 ด้านของการดูแลที่บ้านที่พ่อแม่ต้องรู้

การดูแลลูกมือเท้าปากที่บ้านไม่ได้มีแค่ “วัดไข้กับให้ยาลดไข้” — มันมี 6 ด้านที่ต้องดูพร้อมกัน แต่ละด้านมีรายละเอียดเฉพาะของตัวเอง พ่อแม่ที่จัดการได้ครบ 6 ด้านนี้ คือพ่อแม่ที่ดูแลลูกได้แบบรู้ทาง

ด้านที่ 1

เมื่อลูกมีไข้

หลักการลดไข้ที่ใช้ได้จริง วิธีคำนวณยาตามน้ำหนัก และสิ่งที่พ่อแม่มักทำผิดเรื่องการเช็ดตัว

ด้านที่ 2

เมื่อมีแผลในปาก

เหตุผลว่าทำไมลูกถึง “ไม่กิน” “ไม่ดื่ม” และวิธีลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้แผลถูกรบกวน

ด้านที่ 3

เมื่อมีผื่นที่มือ เท้า ก้น

ผื่นแบบไหนปกติ แบบไหนต้องระวัง สิ่งที่ไม่ควรทาเอง และสิ่งที่พ่อแม่ห้ามทำ

ด้านที่ 4

กิจวัตรประจำวัน อาบน้ำ เล่น นอน

คำตอบของคำถามคลาสสิก — อาบน้ำได้ไหม เล่นได้ไหม นอนกับแม่ได้ไหม

ด้านที่ 5

สุขอนามัยในบ้าน

วิธีลดการแพร่เชื้อในบ้าน ของที่ต้องแยก และจุดที่พ่อแม่มักลืมทำความสะอาด

ด้านที่ 6

การอยู่ร่วมกับพี่น้อง

ต้องแยกพี่น้องกันแค่ไหน วิธีจัดบ้าน และสัญญาณที่บอกว่าพี่น้องอาจเริ่มติด

ภาพครอบครัวไทยกำลังดูแลลูกที่ป่วยมือเท้าปากในห้องนั่งเล่น มีของใช้ดูแลลูกวางใกล้ ๆ
การดูแลที่บ้านครอบคลุม 6 ด้าน ตั้งแต่ไข้ แผลในปาก ผื่น กิจวัตร สุขอนามัย และพี่น้อง

ด้านที่ 1 — เมื่อลูกมีไข้

ไข้ในมือเท้าปากมักจะอยู่ 2-4 วันแรก สูงได้ถึง 38.5-39.5°C เป้าหมายของการดูแลไม่ใช่ “กดไข้ให้หายเร็ว” แต่คือทำให้ลูกสบายตัวพอที่จะกินดื่มและพักผ่อนได้

หลักสั้น ๆ ที่ใช้ได้จริง

  • ใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว ไม่ใช่ตามอายุ
  • เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำเย็น
  • แต่งตัวลูกให้เบา ไม่ห่มผ้าหนา เพราะเด็กระบายความร้อนยากกว่าผู้ใหญ่
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก

รายละเอียดเรื่องยาลดไข้ที่ใช้ได้-ใช้ไม่ได้ ขนาดยาตามน้ำหนัก และวิธีเช็ดตัวที่ถูกต้อง อ่านที่ วิธีลดไข้เมื่อลูกเป็นมือเท้าปาก

มือผู้ดูแลกำลังวัดอุณหภูมิเด็กไทยที่นอนป่วยอยู่บนเตียง
การดูแลไข้เริ่มจากการวัดอุณหภูมิให้แม่นและให้ยาลดไข้ตามน้ำหนัก

ด้านที่ 2 — เมื่อมีแผลในปาก

นี่คือด้านที่ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจที่สุด เพราะมันคือต้นเหตุที่ลูก “ไม่กิน” “ไม่ดื่ม” และ “ร้องไห้ทั้งคืน”

แผลในปากจากมือเท้าปากเกิดได้ทุกตำแหน่งในช่องปาก แต่พบบ่อยที่สุดคือ ลิ้น เพดานอ่อน กระพุ้งแก้ม และคอหอยตอนหน้า แผลจะเป็นจุดแดงเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยกลายเป็นตุ่มน้ำใส แตกเป็นแผลตื้น ขอบแดง

หลักการดูแลแผลในปากที่บ้าน

ลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้แผลถูกรบกวน — อาหารร้อน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด แข็ง กรอบ จะทำให้ลูกเจ็บมากขึ้นทุกครั้งที่กิน ให้เปลี่ยนเป็นอาหารเย็น นิ่ม จืด ในช่วงที่มีแผล

ดูแลความสะอาดช่องปากเท่าที่ทำได้ — ไม่ต้องบังคับลูกแปรงฟันถ้าเจ็บมาก ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเช็ดเบา ๆ หรือให้บ้วนน้ำเปล่าหลังกินก็พอ

สิ่งที่ควรระวัง — ยาทาแผลในปากบางชนิดที่มีสารบางอย่าง อาจไม่เหมาะกับเด็กเล็กหรือกับแผลที่สงสัยว่าเกิดจากไวรัส ก่อนเลือกใช้ควรอ่านฉลากหรือปรึกษาเภสัชกร

ในบางครอบครัว อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์กลุ่มฟิล์มเคลือบเยื่อบุช่องปากเป็นตัวช่วยเสริม หลักการคือช่วยเคลือบพื้นผิวแผล ลดการสัมผัสซ้ำจากน้ำลาย อาหาร และแรงเสียดสีระหว่างกินดื่ม ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ไม่ใช่ยารักษามือเท้าปาก และควรใช้ตามฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

รายละเอียดวิธีดูแลแผลในปากแบบ step-by-step วิธีให้ลูกกินดื่มได้แม้แผลเยอะ และข้อควรระวังของยาทาที่พ่อแม่อาจเคยใช้ อ่านที่ การดูแลแผลในปากจากมือเท้าปากที่บ้าน

เด็กไทยวัยเตาะแตะกำลังกินอาหารนิ่มเย็นจากช้อนที่แม่ป้อน
เมื่อลูกมีแผลในปาก การเลือกอาหารเย็น นิ่ม จืด ช่วยให้ลูกกินได้สบายขึ้น

ด้านที่ 3 — เมื่อมีผื่นที่มือ เท้า ก้น

ผื่นมือเท้าปากเป็นจุดแดงเล็ก ๆ หรือตุ่มน้ำใสขอบแดง ขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า รอบก้น และบางครั้งที่ขาหรือลำตัว ผื่นมักไม่คันในเด็กส่วนใหญ่ และจะค่อย ๆ จางหายเองภายใน 7-10 วัน

หลักการดูแล

  • ส่วนใหญ่ไม่ต้องทายาอะไร
  • ห้ามเจาะตุ่มน้ำเอง เพราะจะทำให้แพร่เชื้อและเพิ่มโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ
  • ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันลูกเกาเอง
  • เลือกเสื้อผ้าหลวม ๆ ระบายอากาศดี
  • ห้ามทาแป้งหรือยาที่มี steroid โดยไม่ปรึกษาแพทย์/เภสัชกร

ถ้าตุ่มน้ำขนาดใหญ่ผิดปกติ มีหนอง แดงรอบ ๆ มาก หรือลูกบ่นเจ็บมาก นี่อาจไม่ใช่แค่ผื่นมือเท้าปากธรรมดาแล้ว ควรพาไปพบแพทย์

อ่านรายละเอียดเพิ่มเรื่องผื่นแบบไหนปกติ แบบไหนต้องระวัง ที่ ผื่นมือเท้าปากต้องทายาไหม

ภาพประกอบทางการแพทย์แสดงผื่นลักษณะของมือเท้าปากบนฝ่ามือเด็ก
ผื่นมือเท้าปากเป็นจุดแดงหรือตุ่มน้ำใส ส่วนใหญ่ไม่ต้องทายา

ด้านที่ 4 — กิจวัตรประจำวัน อาบน้ำ เล่น นอน

คำถามคลาสสิกที่พ่อแม่ถามทุกครั้ง — อาบน้ำได้ไหม เล่นได้ไหม นอนกับแม่ได้ไหม

คำตอบสั้น ๆ

  • อาบน้ำได้ ใช้น้ำอุ่นไม่ต้องร้อนจัด เช็ดตัวเบา ๆ ไม่ขัดถู เลี่ยงสบู่ที่ระคายผิว
  • เล่นได้แต่ลดระดับ ถ้าลูกอยากเล่นแสดงว่าไข้ลดและมีแรง อย่าบังคับให้นอนทั้งวัน แต่ให้เล่นในบ้าน เลี่ยงเล่นเหนื่อย
  • นอนกับแม่ได้ แต่ระวังการแพร่เชื้อ ใช้ผ้าห่มแยก หมอนแยก และล้างมือก่อนสัมผัสตัวเอง

หลักใหญ่คือ “ลดระดับ ไม่ใช่หยุดทุกอย่าง” ลูกที่ป่วยต้องการความรู้สึกว่าชีวิตยังเป็นปกติ การหยุดทุกกิจวัตรทำให้ลูกหงุดหงิดมากขึ้น

รายละเอียดของแต่ละกิจวัตร และข้อควรระวังในแต่ละกรณี อ่านที่ อาบน้ำได้ไหม เล่นได้ไหม เมื่อลูกเป็นมือเท้าปาก

เด็กไทยเล็ก ๆ กำลังอาบน้ำในกะละมังโดยมีแม่ดูแลอยู่ใกล้ ๆ
อาบน้ำได้ ใช้น้ำอุ่นและเช็ดตัวเบา ๆ ช่วยให้ลูกสบายตัว

ด้านที่ 5 — สุขอนามัยในบ้าน

ไวรัสมือเท้าปากแพร่ผ่าน 3 ทางหลัก คือ น้ำลาย/น้ำมูก, การสัมผัสผื่นหรือตุ่มน้ำ และอุจจาระ ไวรัสอยู่ในอุจจาระได้นานหลายสัปดาห์แม้หายแล้ว นี่คือเหตุผลที่ควรเข้มงวดเรื่องสุขอนามัยแม้ลูกดูดีขึ้น

สิ่งที่ต้องทำในบ้าน

  • แยกแก้วน้ำ ช้อน จาน ของลูกออกจากคนอื่นในบ้าน
  • ซักผ้าเปื้อนน้ำลาย น้ำมูกแยก
  • เช็ดของเล่นที่ลูกเอาเข้าปากด้วยน้ำสบู่หรือ disinfectant ตามฉลาก
  • ล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือหลังสัมผัสตัวลูก
  • ทำความสะอาดห้องน้ำ โถส้วม ก๊อกน้ำที่ลูกใช้ บ่อยกว่าปกติ

อ่านวิธีทำความสะอาดบ้านแบบ step-by-step ที่ใช้เวลาวันละไม่เกิน 15 นาที ที่ แยกของใช้และทำความสะอาดบ้านอย่างไร

มือผู้ใหญ่กำลังเช็ดทำความสะอาดของเล่นเด็กด้วยผ้าชุบน้ำสบู่
เช็ดของเล่น ของใช้ และพื้นผิวที่ลูกสัมผัสบ่อย ช่วยลดการแพร่เชื้อในบ้าน

ด้านที่ 6 — การอยู่ร่วมกับพี่น้อง

ในบ้านที่มีเด็กหลายคน คำถามคือ “ต้องแยกพี่น้องกันไหม?”

คำตอบคือ “พยายามแยกเท่าที่ทำได้ แต่ไม่ต้องแยกแบบกักตัวสุดโต่ง” เพราะ

  • การแยกห้องนอน แยกของใช้ แยกแก้วน้ำ ลดความเสี่ยงได้จริง
  • แต่พี่น้องที่อยู่บ้านเดียวกันมักได้รับเชื้อก่อนที่จะเริ่มแยกแล้ว เพราะระยะแพร่เชื้อเริ่มก่อนมีอาการ
  • การกักตัวเข้มเกินไปทำให้ลูกที่ป่วยรู้สึกถูกทอดทิ้ง

โฟกัสที่ “ลดความหนัก” ของการสัมผัสมากกว่า “ตัดขาด” และเฝ้าดูพี่น้องคนอื่นในบ้านว่ามีอาการคล้ายกันไหมในช่วง 3-7 วันถัดไป

รายละเอียดวิธีจัดบ้านเมื่อมีเด็กหลายคน และสัญญาณที่บอกว่าพี่น้องอาจเริ่มติด อ่านที่ พี่น้องในบ้านต้องแยกกันไหม

ของใช้ของเด็กสองคนในบ้านวางแยกกัน เช่น แก้วน้ำและช้อน
การแยกของใช้ระหว่างพี่น้องช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อในบ้าน

ไทม์ไลน์ 7 วัน — แต่ละวันพ่อแม่ควรดูอะไร

มือเท้าปากมีแบบแผนของอาการที่ค่อนข้างชัด เมื่อรู้ว่าวันไหนควรเป็นยังไง พ่อแม่จะเฝ้าได้แบบมีเป้าหมาย ไม่ใช่กังวลทุกวันเท่ากัน

  • วันที่ 1-2 — เริ่มมีไข้และลูกซึม

    อาจยังไม่เห็นแผลหรือผื่นชัด มีไข้ 38-39°C ลูกอ่อนเพลีย กินน้อยลง โฟกัสที่การลดไข้ ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ และพักผ่อน

  • วันที่ 2-3 — เริ่มเห็นแผลในปาก

    ลูกร้องไห้ตอนกิน ไม่ยอมกินอาหารแข็ง น้ำลายไหลมากขึ้น เริ่มเห็นจุดแดงในปาก โฟกัสที่ดูแลแผลในปาก เปลี่ยนอาหารเป็นเย็น นิ่ม จืด เริ่มสังเกตว่าลูกดื่มน้ำพอไหม

  • วันที่ 3-5 — ผื่นชัดขึ้น แผลเจ็บที่สุด (ช่วงพีค)

    ผื่นที่มือ เท้า ก้น เริ่มเห็นชัด แผลในปากกว้างและเจ็บที่สุด ไข้อาจยังอยู่หรือเริ่มลด นี่คือช่วงที่พ่อแม่เหนื่อยที่สุด เพราะลูกกินน้อย นอนไม่ดี ร้องไห้บ่อย โฟกัสที่ป้องกันภาวะขาดน้ำ

  • วันที่ 5-7 — เริ่มดีขึ้น

    ไข้ลด แผลในปากเริ่มตื้นขึ้น ลูกเริ่มกินได้บ้าง เริ่มเล่นได้ ผื่นเริ่มจาง

  • วันที่ 7-10 — ใกล้หาย

    ส่วนใหญ่กลับมากินได้ใกล้ปกติ ผื่นจางลงเรื่อย ๆ แต่ยังแพร่เชื้อได้ผ่านอุจจาระอีกหลายสัปดาห์

ถ้าไทม์ไลน์ของลูกไม่เป็นไปตามนี้

เช่น ไข้ยังสูงหลังวันที่ 5, แผลในปากยังเยอะมากหลังวันที่ 7, หรือลูกดูแย่ลงเรื่อย ๆ — นี่คือสัญญาณที่ควรกลับไปหาหมอ

อ่านรายละเอียดของแต่ละวันแบบลึก ที่ มือเท้าปากกี่วันหาย แต่ละวันเป็นอย่างไร

ภาพประกอบไทม์ไลน์ 7 วันของอาการมือเท้าปากในเด็ก
อาการมือเท้าปากมีแบบแผนค่อนข้างชัดใน 7-10 วัน

สัญญาณที่ต้องหยุดดูแลที่บ้านและพาไปโรงพยาบาลทันที

การดูแลที่บ้านมีขีดจำกัด — มีบางสัญญาณที่ “ไม่รอ” และ “ไม่ใช่เรื่องบ้านดูแลได้” ถ้าเห็นสัญญาณเหล่านี้ พ่อแม่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่รอเช้า ไม่ใช่รอวันถัดไป

สัญญาณขาดน้ำที่ต้องไป ER

  1. ปัสสาวะน้อยกว่า 6 ชั่วโมง เด็กเล็กที่ไม่เปียกผ้าอ้อมเลยมากกว่า 6 ชั่วโมง คือสัญญาณขาดน้ำที่ชัดเจนที่สุด
  2. ปากแห้งจัด ลิ้นแห้ง ไม่มีน้ำลาย สังเกตได้ง่ายเวลาลูกเปิดปาก เยื่อบุปากดูแห้งกว่าปกติ
  3. ไม่มีน้ำตาเวลาร้อง เด็กที่ขาดน้ำจะร้องโดยไม่มีน้ำตาออกมา
  4. ตาลึกโบ๋ กระหม่อมบุ๋ม (ในเด็กเล็ก) ตาดูลึกผิดปกติ และในเด็กที่กระหม่อมยังไม่ปิด อาจสังเกตเห็นบุ๋มลง
  5. ซึมผิดปกติ ปลุกไม่ค่อยตื่น ต่างจากการง่วงนอน — ซึมคือลูก “ไม่อยู่กับตัว” ตอนตื่น

สัญญาณระบบประสาทที่ต้องไป ER ทันที

  • ลูกซึมมาก ปลุกไม่ตื่น หรือสะดุ้งผวาบ่อยผิดปกติ
  • มีอาการเหมือนชัก
  • เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ (ในเด็กที่เคยเดินได้ปกติ)
  • หายใจเร็ว หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
  • ใจสั่น หน้าซีด มือเท้าเย็น

สัญญาณกลุ่มหลังนี้คือสิ่งที่ทำให้แพทย์กังวลเรื่อง EV71 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ในเด็กบางคน

สัญญาณอื่นที่ควรไปหาหมอภายใน 24 ชั่วโมง

  • ไข้สูง 39°C ขึ้นไปที่ยาลดไข้กดไม่ลง
  • แผลในปากเยอะมากจนลูกไม่ยอมกลืนน้ำลาย
  • อาเจียนซ้ำ ๆ ไม่หยุด
  • มีตุ่มน้ำขนาดใหญ่หรือมีหนอง

อ่านรายละเอียดของแต่ละสัญญาณ และวิธีตัดสินใจแบบไม่ลังเล ที่ เมื่อไรต้องพาลูกมือเท้าปากไปโรงพยาบาล

พ่อแม่กำลังสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ลูกป่วย
สัญญาณบางอย่างไม่ควรรอ ต้องพาลูกไปโรงพยาบาลทันที

เรื่องที่พ่อแม่มักได้ยินบ่อย และควรเข้าใจให้ถูก

ในการดูแลลูกป่วย พ่อแม่มักได้ยินคำแนะนำจากหลายทาง — จากคนรอบตัว จากกลุ่มออนไลน์ หรือจากประสบการณ์ของคนในครอบครัว ส่วนใหญ่ตั้งใจดี แต่บางเรื่องอาจไม่เข้ากับมือเท้าปากโดยเฉพาะ ลองดูข้อมูลที่ถูกต้องไว้เป็นทางเลือก

เรื่องที่ได้ยินบ่อย 1 — “ต้องกินยาฆ่าเชื้อเพื่อให้หายเร็ว”

มือเท้าปากเป็นโรคจากไวรัส ส่วนยาฆ่าเชื้อ (antibiotic) เป็นยาที่ออกฤทธิ์กับแบคทีเรีย ไม่ได้ออกฤทธิ์กับไวรัส การกินยาฆ่าเชื้อโดยที่ไม่จำเป็นจึงไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น และอาจรบกวนสมดุลแบคทีเรียดีในลำไส้ของลูกได้ ถ้าหมอไม่ได้สั่งสำหรับครั้งนี้ ไม่ต้องไปหายามากินเอง

เรื่องที่ได้ยินบ่อย 2 — “ห้ามอาบน้ำเด็ดขาด”

หลายคนเข้าใจว่าเด็กป่วยห้ามอาบน้ำ จริง ๆ แล้วอาบน้ำได้ และควรอาบ เพราะช่วยให้ลูกสบายตัว ลดอุณหภูมิเมื่อมีไข้ และลดการสะสมของไวรัสบนผิวหนัง ใช้น้ำอุ่น เช็ดตัวเบา ๆ ก็เพียงพอแล้ว

เรื่องที่ได้ยินบ่อย 3 — “ต้องให้กินอาหารเสริมสร้างภูมิเยอะ ๆ ตอนป่วย”

แม้ความตั้งใจดี แต่ในช่วงที่ลูกเจ็บปาก การให้อาหารเสริมที่รสจัดหรือกลืนยากจะทำให้ลูกกินได้น้อยลง ช่วงที่แผลยังอยู่ โฟกัสที่ “ให้กินอะไรก็ได้ที่กินได้” ก่อน เก็บอาหารเสริมไว้ช่วงฟื้นตัวจะดีกว่า

เรื่องที่ได้ยินบ่อย 4 — “ทาแป้งหรือสมุนไพรช่วยให้แผลหายเร็ว”

สำหรับแผลในปากและผื่นมือเท้าปาก เด็กส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทาอะไร การทาสมุนไพรหรือสารที่ไม่ทราบที่มาบนแผลเปิด อาจทำให้ระคายเคืองหรือเพิ่มโอกาสติดเชื้อซ้ำ

เรื่องที่ได้ยินบ่อย 5 — “หายแล้วก็เลิกระวังเรื่องการแพร่เชื้อ”

แม้ลูกดูหายแล้ว แต่ไวรัสยังออกมาในอุจจาระได้ต่ออีก 4-8 สัปดาห์ การล้างมือและสุขอนามัยห้องน้ำจึงยังต้องคงไว้แม้ลูกกลับไปโรงเรียนแล้ว

แม่ชาวไทยกำลังอ่านข้อมูลการดูแลลูกในมือถือ
การแยกข้อมูลที่ถูกต้องออกจากความเชื่อที่ได้ยินกันมา ช่วยให้ดูแลลูกได้ดีขึ้น

คำถามที่พ่อแม่ถามบ่อย

Q1: ลูกเป็นมือเท้าปาก ดูแลที่บ้านได้ทุกคนไหม?

ส่วนใหญ่ดูแลที่บ้านได้ ยกเว้นกรณีที่ลูกอายุน้อยกว่า 6 เดือน, มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ, หรือมีสัญญาณรุนแรงที่กล่าวข้างต้น เช่น ซึมมาก ปลุกไม่ตื่น หายใจเร็วผิดปกติ ดื่มไม่ได้ หรือปัสสาวะน้อยมาก

Q2: ลูกเป็นมือเท้าปาก กินยาตัวเดิมที่บ้านมีได้ไหม?

ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวใช้ได้ ส่วนยาตัวอื่นที่หมอไม่ได้สั่งสำหรับครั้งนี้ ไม่ควรใช้เอง โดยเฉพาะ ibuprofen ในเด็กที่ยังไม่รู้ว่าขาดน้ำหรือไม่ และยาแอสไพรินห้ามใช้ในเด็กเด็ดขาด

Q3: กี่วันถึงไปโรงเรียนได้?

ส่วนใหญ่ 7-10 วัน หรือจนกว่าผื่น ตุ่มน้ำ และแผลในปากจะแห้งหายและไม่มีไข้ติดต่อกัน 24 ชั่วโมง แต่ละโรงเรียนอาจมีระเบียบของตัวเอง อ่านรายละเอียดที่ มือเท้าปากกลับไปโรงเรียนได้เมื่อไร

Q4: ลูกเคยเป็นแล้ว เป็นอีกได้ไหม?

เป็นซ้ำได้ เพราะมือเท้าปากเกิดจากเชื้อหลายสายพันธุ์ การมีภูมิต่อสายพันธุ์หนึ่งไม่ป้องกันสายพันธุ์อื่น ลูกจึงสามารถเป็นได้อีกในอนาคต โดยอาการครั้งถัดไปอาจหนักหรือเบากว่าครั้งก่อน

Q5: ลูกหายแล้ว ทำไมยังเบื่ออาหาร?

หลังป่วย เด็กหลายคนเบื่ออาหารต่ออีก 1-2 สัปดาห์ เพราะร่างกายเพิ่งฟื้นและสมดุลลำไส้ยังไม่กลับมาเต็มที่ อ่านวิธีดูแลช่วงฟื้นตัวที่ หลังมือเท้าปาก ลูกยังเบื่ออาหาร ควรดูแลอย่างไร

หมายเหตุ ถ้าแผลในปากของลูกไม่ใช่จากมือเท้าปาก เช่น แผลร้อนใน แผลจากการกัด หรือแผลในปากแบบอื่น อ่านข้อมูลแยกประเภทแผลในปากได้ที่ www.แผลในปาก.com

เมื่อลูกเริ่มดีขึ้น — ขั้นต่อไปคืออะไร

เมื่อไข้ลด แผลในปากเริ่มหาย ผื่นเริ่มจาง พ่อแม่หลายคนคิดว่า “จบแล้ว” แต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหนึ่งช่วงที่ต้องดูแล นั่นคือ ช่วงฟื้นตัว

หลังป่วยมือเท้าปาก ลูกอาจ

  • เบื่ออาหารต่ออีก 1-2 สัปดาห์
  • ท้องผูกเพราะกินผักผลไม้น้อยตอนป่วย
  • เล็บมือ-เท้าลอกหลังป่วย 4-6 สัปดาห์
  • ติดเชื้อง่ายขึ้นชั่วคราวเพราะร่างกายยังฟื้นไม่เต็มที่

ช่วงนี้คือช่วงที่พ่อแม่ต้องดูแล “ภายใน” ของลูก ทั้งการกลับมากินให้ได้ปกติ การดูแลลำไส้ และการเตรียมให้กลับโรงเรียนอย่างปลอดภัย

คู่มือฉบับต่อ — ระยะฟื้นตัวและการเป็นซ้ำ

เมื่อลูกผ่านช่วงเฉียบพลันมาแล้ว สิ่งที่ต้องดูคือการฟื้นตัวเต็มร้อย กลับมากินได้ปกติ กลับโรงเรียนได้ปลอดภัย และเข้าใจว่าทำไมเป็นซ้ำได้

อ่านคู่มือระยะฟื้นตัว
เด็กไทยที่ดูฟื้นตัวแล้วกำลังเริ่มกินอาหารด้วยตัวเอง
เมื่อลูกเริ่มดีขึ้น ขั้นต่อไปคือการดูแลช่วงฟื้นตัวให้กลับมาแข็งแรงเต็มที่